เรามาแบ่งสัดส่วนบนจานอาหารกันเถอะ

เรามาแบ่ง สัดส่วนบนจานอาหาร กันเถอะ
หัวข้อในบทความ

เรามา แบ่งสัดส่วนบนจานอาหาร กันเถอะ

เรามาแบ่ง สัดส่วนบนจานอาหาร กันเถอะ

 

การดูแลสุขภาพและการควบคุมน้ำหนัก ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องอดอาหาร หรืองดอาหารบางประเภทไปทั้งหมด หลายครั้งสิ่งที่สำคัญกว่าการ “กินให้น้อยลง” คือการเรียนรู้ว่าเราควรเลือกกินอะไร และควรจัดปริมาณอาหารในแต่ละมื้ออย่างไรให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย

หนึ่งในวิธีที่สามารถนำไปใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน คือ การแบ่งสัดส่วนอาหารบนจาน เพราะช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของมื้ออาหารได้ชัดเจนขึ้นว่า ในหนึ่งมื้อเรามีผัก ผลไม้ คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่

การจัดจานในลักษณะนี้ยังช่วยสร้างสมดุลของสารอาหารและพลังงานในแต่ละมื้อ โดยไม่จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักอาหารทุกอย่าง หรือนับแคลอรีอย่างเคร่งครัด เพียงใช้หลักง่าย ๆ คือ แบ่งจานออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ครึ่งหนึ่งของจานสำหรับผักและผลไม้ อีกหนึ่งส่วนสำหรับคาร์โบไฮเดรต และอีกหนึ่งส่วนสำหรับโปรตีน

 

ลองมาดูกันว่าแต่ละส่วนควรเลือกอะไร และมีหลักในการจัดอย่างไรบ้าง

ครึ่งหนึ่งของจาน หรือ 50% ควรเป็นผักและผลไม้

เริ่มต้นจากส่วนที่มีปริมาณมากที่สุดในจาน นั่นคือ ผักและผลไม้ประมาณครึ่งหนึ่งของจาน

การรับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอในแต่ละวันมีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารอาหารจากพืชที่หลากหลาย โดยเฉพาะใยอาหารที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานขึ้น และเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบขับถ่าย

สำหรับการจัดจาน ไม่จำเป็นต้องแบ่งอย่างเคร่งครัดว่าต้องเป็นผัก 25% และผลไม้ 25% เสมอไป เราสามารถปรับตามความเหมาะสมของแต่ละมื้อได้ เช่น เน้นผักเป็นหลัก แล้วรับประทานผลไม้เป็นของหวานหลังมื้ออาหาร หรือเลือกผักหลายชนิดรวมกันให้ได้สีสันที่หลากหลาย

ผักที่สามารถเลือกนำมาประกอบอาหารได้มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักบุ้ง ตำลึง ผักกาด หรือผักประเภทหัว เช่น แครอต ฟักทอง รวมถึงบรอกโคลี กะหล่ำดอก เห็ด แตงกวา มะเขือเทศ และผักชนิดต่าง ๆ

ส่วนผลไม้ ควรเลือกชนิดที่มีความหวานไม่สูงมาก และควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ฝรั่ง ชมพู่ แอปเปิล ส้ม หรือผลไม้สดชนิดอื่น ๆ ที่หาได้ง่ายในแต่ละฤดูกาล

สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องกินผักชนิดเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน การสลับชนิดและสีของผักจะช่วยให้เราได้รับสารอาหารที่หลากหลายมากขึ้น และยังทำให้การกินอาหารเพื่อสุขภาพไม่น่าเบื่ออีกด้วย

 

หนึ่งในสี่ของจาน หรือ 25% เป็นคาร์โบไฮเดรต

เมื่อแบ่งพื้นที่ครึ่งหนึ่งของจานให้กับผักและผลไม้แล้ว อีกหนึ่งในสี่ของจานควรเป็น คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย

หลายคนที่ต้องการลดน้ำหนักมักเข้าใจว่าคาร์โบไฮเดรตเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหรือควรงดไปเลย แต่ในความเป็นจริง ร่างกายยังคงต้องการคาร์โบไฮเดรตเพื่อใช้เป็นพลังงาน โดยเฉพาะสมองและกล้ามเนื้อ ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักไม่ได้จำเป็นต้องตัดคาร์โบไฮเดรตออกจากมื้ออาหารทั้งหมด แต่ควรให้ความสำคัญกับ ชนิดและปริมาณของคาร์โบไฮเดรต

หากเป็นไปได้ ควรเลือกคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีน้อย หรือเป็นธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต หรือผลิตภัณฑ์จากธัญพืชต่าง ๆ

ตัวอย่างปริมาณที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดมื้ออาหาร เช่น ขนมปังโฮลวีตประมาณ 1 แผ่น แพนเค้กขนาดประมาณแผ่น DVD แครกเกอร์ธัญพืชประมาณ 5 ชิ้น หรือข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือประมาณ 1 ทัพพี ทั้งนี้ปริมาณที่เหมาะสมจริง ๆ อาจแตกต่างกันไปตามอายุ เพศ น้ำหนัก ระดับกิจกรรม และความต้องการพลังงานของแต่ละคน

ดังนั้น แม้กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวข้าวหรือแป้ง เพียงแต่ควรจัดให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม และเลือกแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น

 

อีกหนึ่งในสี่ของจาน หรือ 25% เป็นโปรตีน

ส่วนสุดท้ายของจานคือ โปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย เพราะมีบทบาทในการสร้างและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงมีส่วนช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ

แหล่งโปรตีนที่เลือกควรเป็นเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ และหากเป็นเนื้อสัตว์ที่มีหนังหรือมีไขมันติดอยู่มาก ควรลดส่วนที่เป็นไขมันออกก่อนรับประทาน

ตัวอย่างแหล่งโปรตีนที่สามารถเลือกได้ ได้แก่ ปลา อกไก่ไม่ติดหนัง หรือเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน โดยเนื้อสัตว์ประมาณ 80 กรัม สามารถใช้ขนาดโดยประมาณเทียบกับไพ่ 1 สำรับเพื่อช่วยกะปริมาณได้ในกรณีที่ไม่มีเครื่องชั่งอาหาร

นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว เรายังสามารถเลือกโปรตีนจากแหล่งอื่นเพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับมื้ออาหารได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วชนิดต่าง ๆ นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต นมไขมันต่ำ หรือคอทเทจชีส

การสลับแหล่งโปรตีนในแต่ละมื้อยังช่วยให้เราไม่รู้สึกว่าการกินอาหารเพื่อสุขภาพจำกัดอยู่แค่เมนูอกไก่หรือสลัดเท่านั้น เพราะเราสามารถนำหลักการแบ่งสัดส่วนนี้ไปประยุกต์กับอาหารไทยและอาหารที่เรารับประทานเป็นประจำได้หลากหลายเมนู

 

แล้วถ้าเป็นอาหารไทย จะจัดจานอย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่าการแบ่งจานแบบนี้เหมาะกับอาหารตะวันตกเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถนำหลักการเดียวกันมาปรับใช้กับอาหารไทยได้อย่างง่ายดาย

ตัวอย่างเช่น หากรับประทานข้าวกับผัดผักและปลา เราสามารถเพิ่มปริมาณผักให้มากขึ้น รับประทานข้าวในปริมาณที่เหมาะสม และเลือกปลาเป็นแหล่งโปรตีนหลัก

หากเป็นก๋วยเตี๋ยว อาจเพิ่มผักและเลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน โดยระวังปริมาณเครื่องปรุง น้ำตาล และอาหารที่มีไขมันสูง

หากเป็นอาหารจานเดียว เช่น ข้าวกะเพรา ก็สามารถปรับสัดส่วนให้มีผักเพิ่มขึ้น เลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควบคุมปริมาณข้าวให้เหมาะสม แทนที่จะต้องงดเมนูที่ชอบทั้งหมด

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การห้ามตัวเองกินอาหารที่ชอบ แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะ “จัดสมดุล” ให้กับอาหารในแต่ละมื้อมากกว่า

 

การแบ่งจานช่วยเรื่องการลดน้ำหนักได้อย่างไร?

การลดน้ำหนักไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกินและพลังงานโดยรวมในระยะยาว

การแบ่งสัดส่วนอาหารบนจานเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้เราควบคุมปริมาณอาหารได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเราไม่ได้ต้องการชั่งน้ำหนักหรือนับแคลอรีในทุกมื้อ

เมื่อเราเพิ่มสัดส่วนของผัก ลดการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงในปริมาณมาก และยังคงมีโปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้มื้ออาหารมีความสมดุลมากขึ้น และสามารถทำต่อเนื่องได้ในชีวิตประจำวัน

สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ อย่ามองการลดน้ำหนักเป็นการลงโทษตัวเอง เพราะหากเราพยายามอดอาหารหรือจำกัดอาหารมากเกินไป อาจทำให้รู้สึกหิวมาก เหนื่อย หรือเกิดความอยากอาหารจนกลับไปกินมากกว่าเดิมได้

การปรับพฤติกรรมทีละเล็กทีละน้อย และเลือกวิธีที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง จึงมีความสำคัญมากกว่าการควบคุมอาหารแบบเข้มงวดเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ

 

จำง่าย ๆ แค่ 3 ส่วนบนจาน

หากต้องการเริ่มต้นดูแลอาหารของตัวเองโดยไม่อยากให้เป็นเรื่องยุ่งยาก ลองจำหลักง่าย ๆ นี้ไว้

ครึ่งหนึ่งของจาน ให้กับผักและผลไม้
หนึ่งในสี่ของจาน ให้กับคาร์โบไฮเดรต โดยเน้นธัญพืชหรือแป้งไม่ขัดสี
หนึ่งในสี่ของจาน ให้กับโปรตีน โดยเลือกแหล่งโปรตีนที่มีไขมันต่ำ

จากนั้นค่อย ๆ ปรับให้เข้ากับอาหารที่เรารับประทานจริงในแต่ละวัน

เราไม่จำเป็นต้องกินอาหารคลีนทุกมื้อ ไม่จำเป็นต้องตัดข้าว ไม่จำเป็นต้องงดแป้ง และไม่จำเป็นต้องชั่งอาหารทุกคำ เพียงเริ่มต้นจากการมองจานอาหารของเราให้เป็นภาพรวมมากขึ้นว่า วันนี้เรามีผักเพียงพอหรือยัง มีโปรตีนหรือไม่ และปริมาณข้าวหรือแป้งมากเกินไปหรือเปล่า

เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ การจัดสัดส่วนอาหารจะค่อย ๆ กลายเป็นความเคยชิน และช่วยให้เราสามารถเลือกอาหารได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นโดยไม่ต้องรู้สึกว่ากำลังอยู่ในช่วง “ไดเอต” ตลอดเวลา

เพราะการมีสุขภาพที่ดีและการควบคุมน้ำหนักไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสมอไป บางครั้งอาจเริ่มต้นง่าย ๆ จากการมองจานอาหารตรงหน้า แล้วถามตัวเองว่า

“จานนี้มีความสมดุลแล้วหรือยัง?”

เพียงเริ่มต้นจากมื้ออาหารในแต่ละวัน ค่อย ๆ ปรับสัดส่วน เลือกอาหารที่มีคุณค่ามากขึ้น และทำอย่างต่อเนื่อง ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายด้านสุขภาพได้มากขึ้น

 

    ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ

    บทความจากทีมแพทย์ของเรา

    ยกกระชับหน้า วิธีไหนเหมาะกับใคร? เปิด 7 วิธีฟื้นผิวให้กลับมาตึงกระชับอีกครั้ง

    ยกกระชับหน้า วิธีไหนเหมาะกับใคร รวม 7 วิธีทั้งเครื่อง ร้อยไหม ฉีด และผ่าตัด พร้อมแนะนำเลือกให้เหมาะกับผิว แก้ปัญหาหน้า...

    Ultraformer คืออะไร? เทคโนโลยีช่วยยกกระชับใบหน้าที่ตอบโจทย์ทุกปัญหา ผิวหย่อนคล้อย

    Ultraformer เทคโนโลยียกกระชับผิวด้วย HIFU ช่วยยกหน้า ลดริ้วรอย ปรับหน้าเรียวโดยไม่ผ่าตัด อยู่ได้นานไหม เหมาะกับใคร อ่านครบ...

    Sculptra คืออะไร? ช่วยเรื่องไหน เหมาะกับใคร และต้องรู้อะไรก่อนฉีด

    Sculptra คืออะไร ช่วยเรื่องอะไร เหมาะกับใครบ้าง ทำความรู้จักกับ Sculptra ทั้งในด้านกลไกการทำงาน การให้ผลลัพธ์ และวิธีการดู...

    เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

    ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

    ยอมรับทั้งหมด
    จัดการความเป็นส่วนตัว
    • เปิดใช้งานตลอด

    บันทึกการตั้งค่า